บทที่ 3 บทลงโทษของเด็กดื้อ
นาฬิกาดิจิทัลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์บอกเวลา 17:30 น. แสงแดดยามเย็นเริ่มทอแสงสีส้มอ่อนลอดผ่านผ้าม่านลายดอกไม้เข้ามาในห้องทำงานเล็กๆ ภายในบ้านชั้นเดียวของ 'กะทิ' หญิงสาวนั่งขัดสมาธิอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวเก่า สายตายังคงจดจ้องอยู่กับไทม์ไลน์การตัดต่อวิดีโอในโปรแกรม Adobe Premiere Pro มือขวากดเมาส์รัวเร็ว ส่วนมือซ้ายควานหาถุงขนมขบเคี้ยวที่วางอยู่ข้างๆ
‘ห้าโมงครึ่งแล้ว...’
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว กะทิชะงักมือที่กำลังจะหยิบมันฝรั่งทอดเข้าปาก หัวใจกระตุกวูบเมื่อนึกถึง 'พันธะสัญญา' ที่เธอได้รับปากไว้กับใครบางคนเมื่อเช้านี้หลังจากพายายไปตามนัดของหมอ
“เริ่มศุกร์นี้ เจอกันหลังห้องตรวจปิด ห้าโมงเย็น”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของ ‘หมอภิภพ’ ยังคงดังก้องอยู่ในหูเหมือนเพิ่งได้ยินเมื่อกี้ กะทิกลืนน้ำลายลงคอ หันไปมองปฏิทินตั้งโต๊ะที่เธอพึ่งวงกลมสีแดงไว้ที่วันศุกร์ วันนี้คือวันศุกร์ และตอนนี้ก็เลยเวลานัดมาครึ่งชั่วโมงแล้ว
“ไม่ไป คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
เธอพึมพำปลอบใจตัวเอง พยายามหาเหตุผลเข้าข้างความขี้ขลาดของตัวเองสุดฤทธิ์ “เขาเป็นถึง ผอ.โรงพยาบาล งานยุ่งจะตาย คงลืมไปแล้วแหละว่านัดเราไว้ อีกอย่าง...ใครจะมานั่งจับผิดคนไข้เรื่องกินข้าวบ้าบอคอแตกแบบนี้ เสียเวลาทำมาหากินเปล่าๆ”
กะทิสะบัดหัวไล่ความกังวล เธอเชื่อมั่น (หรือหลอกตัวเอง) ว่าหมอระดับนั้นคงแค่ขู่ให้เธอกลัวเล่นๆ เพื่อให้เธอเลิกกินยา พอเห็นว่าเธอไม่ไป เขาก็คงยุ่งจนลืมและปล่อยเบลอไปเอง หญิงสาวหันกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อ คลิปรีวิวเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ต้องลงเพจคืนนี้ ถ้าไม่เสร็จ ยอดขายก็ไม่เดิน และถ้าเงินไม่เข้า ค่ารักษาของยายจำปีเดือนหน้าก็จะลำบาก
“ทำงานๆ อย่าไปคิดมากกะทิ เขาไม่โทรมาฟ้องยายหรอก เขาเป็นหมอนะ ไม่ใช่เด็กขี้ฟ้อง”
ครืดดด...ครืดดด...
จู่ๆ โทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำหน้าอยู่บนกองเอกสารก็สั่นครืดคราดเสียงดังสนั่นจนกะทิสะดุ้งโหยง ขนมในมือร่วงลงพื้น เธอเหลือบตามองด้วยความหวาดระแวง หน้าจอโชว์เบอร์แปลกที่ไม่ได้รับสาย ไม่มีการเมมชื่อ
ใจดวงน้อยเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ‘เบอร์ขนส่งหรือเปล่านะ? หรือลูกค้า?’ กะทิสูดหายใจลึก ก่อนจะกดรับสายด้วยน้ำเสียงสดใสตามสไตล์แม่ค้าออนไลน์ “สวัสดีค่ะ ร้านกะทิช็อปยินดีให้บริการค่ะ...”
(“ทำไมยังไม่มาครับ?”)
รอยยิ้มการค้าของกะทิแข็งค้างไปในวินาทีนั้น เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านสัญญาณโทรศัพท์มา เย็นเยียบและเรียบนิ่งยิ่งกว่าตอนได้ยินต่อหน้าเสียอีก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าปลายสายคือใคร
“คะ... ใคร... ใครคะ?” เธอแกล้งโง่ เสียงสั่นเครือจนคุมไม่อยู่
(“ต้องให้ผมแนะนำตัวไหมครับ คุณวรดา?”) ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังขนลุกซู่ (“ผมให้เวลาคุณอีกหนึ่งชั่วโมง... ถ้าหกโมงครึ่งผมยังไม่เห็นคุณที่หน้าห้องตรวจ ผมจะโทรหายายจำปีตามเบอร์ในประวัติคนไข้ทันที”)
“ดะ เดี๋ยวค่ะคุณหมอ! คือกะทิ กะทิติดงาน...”
(“หกโมงครึ่งครับ”)
ติ๊ด!
สัญญาณถูกตัดไปแล้ว กะทิถือโทรศัพท์ค้างไว้อย่างนั้น มือไม้เย็นเฉียบเหมือนถูกแช่แข็ง เขาเอาจริง! เขาไม่ได้ลืม! แถมยังไปค้นเบอร์เธอมาจากประวัติคนไข้ด้วย! “คนบ้า! หมอโรคจิต! ฮือออ ยายจ๋า ช่วยกะทิด้วย”
หญิงสาวไม่มีเวลามานั่งตีโพยตีพาย เธอกระเด้งตัวจากเก้าอี้ คว้ากระเป๋าผ้าและกุญแจรถวิ่งออกจากบ้าน ตะโกนบอกยายจำปีที่นั่งดูทีวีอยู่หน้าบ้าน “ยายจ๋า! กะทิไปส่งของด่วนนะ เดี๋ยวมา!”
ณ โรงพยาบาลอัศวบดินทร์
กะทิวิ่งกระหืดกระหอบออกจากลิฟต์มายังชั้น 15 สภาพของเธอตอนนี้ดูไม่จืด ผมเผ้ายุ่งเหยิงเพราะความรีบ หน้ามันเมือกเพราะไม่ได้เติมแป้ง เสื้อยืดตัวโคร่งชื้นไปด้วยเหงื่อ ทางเดินหน้าแผนกอายุรกรรมหัวใจเงียบสงัด พยาบาลเวรกลับบ้านไปเกือบหมดแล้ว เหลือเพียงไฟทางเดินที่เปิดสลัวๆ
เธอยืนหอบหายใจอยู่หน้าห้องตรวจหมายเลข 1 ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา...ทันเวลาแบบเส้นยาแดงผ่าแปด กะทิเคาะประตูรัวๆ สามครั้ง ก่อนจะผลักเข้าไปโดยไม่รอเสียงอนุญาต เพราะกลัวว่าเขาจะโทรหายายจริงๆ
“มาแล้วค่ะ! มาแล้ว!”
บรรยากาศภายในห้องตรวจเงียบกริบและเย็นยะเยือก หมอภิภพยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวเดิม ในชุดเดิมกับเมื่อวันก่อน ต่างกันตรงที่ตอนนี้เขาถอดเสื้อกั๊กสูทออก เหลือเพียงเชิ้ตสีฟ้าที่พับแขนขึ้นสูง เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งที่มีเส้นเลือดปูดโปนตามประสาผู้ชายดูแลตัวเอง
เขาละสายตาจากจอแมคบุ๊ก เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนหอบตัวโยนอยู่หน้าประตู สายตาคมกริบกวาดมองเธอผ่านแว่นสายตา นิ่ง... จนน่ากลัว เขาไม่พูดอะไรสักคำ ยกข้อมือซ้ายขึ้นดูนาฬิกาโรเล็กซ์เรือนหรู
“เลทไป 25 นาที จากเวลานัดเดิม” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ผ่อนผันที่ผมให้โอกาสเมื่อกี้”
“ขอ ขอโทษค่ะ รถมันติด” กะทิแก้ตัวเสียงอ่อย ทั้งที่ความจริงบ้านเธออยู่ห่างโรงพยาบาลแค่สิบห้านาที แต่เธอเสียเวลาทำใจอยู่นาน
“เชิญนั่งครับ” หมอภิภพพยักพาวน์ไปที่โซฟารับแขกมุมห้อง “เด็กดื้อต้องโดนทำโทษแต่วันนี้ผมจะปล่อยไปก่อน”
กะทิเดินคอตกไปนั่งที่โซฟาหนังตัวใหญ่ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักโทษที่เพิ่งได้รับอภัยโทษกึ่งหนึ่ง บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟา มีกล่องอาหารแบบพรีเมียมวางอยู่สองกล่อง พร้อมขวดน้ำแร่ หมอภิภพลุกจากโต๊ะทำงาน เดินถือแฟ้มบางอย่างติดมือมาด้วย แล้วทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาตัวข้างๆ เธอ
ความใกล้ชิดทำให้กะทิเผลอขยับตัวถอยหนีจนชิดพนักโซฟา “กินซะ” เขาพยักหน้าไปที่กล่องอาหาร
“คะ?”
“มื้อเย็น... หรือจะบอกว่ากินมาแล้ว?” เขาเลิกคิ้ว
“ยะ ยังค่ะ”
“งั้นก็กิน” หมอภิภพแกะกล่องอาหารของตัวเองออก เป็นเมนูสเต๊กปลาแซลมอนย่างกับผักนึ่ง หน้าตาน่ากินและดูแพงระยับ “ผมเตรียมมาเผื่อ อย่าให้เสียของ”
กะทิจำใจเปิดกล่องอาหารตรงหน้าของตัวเอง ข้างในเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี อกไก่ย่างพริกไทยดำ และฟักทองนึ่ง ปริมาณดูน้อยกว่าที่เธอกินปกติครึ่งหนึ่ง แต่จัดจานมาอย่างสวยงาม “คุณหมอ สั่งให้กะทิเหรอคะ?”
“ผมบอกแม่บ้านให้เตรียมมาให้” เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะเริ่มลงมือทานส่วนของตัวเอง “กินให้หมด ห้ามเขี่ยผัก”
บรรยากาศการกินข้าวที่อึดอัดที่สุดในชีวิตเริ่มต้นขึ้น กะทิตักข้าวเข้าปากคำเล็กๆ เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่รู้รสชาติ เพราะมีสายตาของ ‘เจ้าหนี้ชีวิต’ คอยชำเลืองมองอยู่เป็นระยะ หมอภิภพกินข้าวเงียบมาก มารยาทงามทุกกระเบียดนิ้ว ผิดกับเธอที่ปกติชอบกินไปดูซีรีส์ไป
“ทำไมถึงพายายมารักษาที่นี่?”
จู่ๆ เขาก็โพล่งคำถามขึ้นมาทำลายความเงียบ กะทิรีบกลืนข้าวลงคอ เกือบสำลัก “คะ? อ๋อ...ก็ ที่นี่หมอเก่งค่ะ”
“โรงพยาบาลรัฐเก่งๆ ก็มี ค่ารักษาถูกกว่านี้สิบเท่า” เขาวางช้อนส้อมลง ยกน้ำขึ้นจิบ สายตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าของเธอ “ดูจากประวัติ ยายคุณใช้สิทธิเบิกอะไรไม่ได้เลย จ่ายเงินสดตลอด... คุณทำงานฟรีแลนซ์ รายได้ไม่แน่นอน ทำไมถึงยอมแบกภาระขนาดนี้?”
กะทิชะงัก เธอวางช้อนลง เม้มปากแน่น นี่มันดูถูกกันหรือเปล่า? หรือเขาแค่สงสัย? “เพราะยายคือทุกอย่างของกะทิค่ะ”
เธอตอบเสียงหนักแน่น แววตาที่เคยมั่นใจกลับมาฉายชัดอีกครั้ง “พ่อกับแม่กะทิเสียไปนานแล้ว ยายเลี้ยงกะทิกับพี่สาวมาด้วยการขายขนมไทยส่งพวกเราเรียนจนจบ... ยายยอมเหนื่อย ยอมอดเพื่อให้หลานได้กินอิ่ม” กะทิเผลอยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงความหลัง “ตอนนี้กะทิโตแล้ว พอจะหาเงินได้ กะทิก็อยากให้ยายได้สิ่งที่ดีที่สุด... โรงพยาบาลรัฐคิวยาว กะทิไม่อยากให้ยายไปนั่งรอครึ่งค่อนวัน ยายแก่แล้ว เข่าก็ไม่ดี... แพงหน่อยกะทิยอมจ่ายค่ะ ขอแค่ยายสบายและหายดีก็พอ”
หมอภิภพนิ่งฟัง สายตาคมที่มองหญิงสาวตรงหน้าอ่อนลงวูบหนึ่ง เขาเห็นมาเยอะ ญาติคนไข้ที่เกี่ยงกันจ่ายค่ารักษา หรือทิ้งคนแก่ไว้ที่โรงพยาบาล แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ (ที่ตัวไม่เล็ก) ตรงหน้าคนนี้ กลับยอมทำงานหนักจนตัวเองป่วยเพื่อยาย ความกตัญญูที่บริสุทธิ์แบบนี้... มันหายาก และมันทำให้หัวใจที่ด้านชาของอาจารย์หมอวัยสี่สิบกว่า กระตุกไหวอย่างประหลาด
“แล้ว...” เขาแสร้งทำเป็นตักปลาเข้าปาก เพื่อหลบสายตาเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด “...แฟนไม่ช่วยเหรอ?”
“คะ?” กะทิเงยหน้าขึ้น งงกับคำถาม “แฟน?”
“ก็แฟนคุณ” หมอภิภพตีหน้านิ่ง “ทำงานหนักขนาดนี้ แฟนไม่มาช่วยดูแลยาย หรือช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายบ้างหรือไง?”
กะทิขมวดคิ้วมุ่น ‘ถามทำไมเนี่ย? เรื่องส่วนตัวชัดๆ’ เธอแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำถามนั้น ก้มหน้าก้มตาตักฟักทองนึ่งเข้าปาก “ฟักทองนี่หวานดีนะคะคุณหมอซื้อที่ไหนเหรอคะ?”
หมอภิภพหรี่ตามองคนเฉไฉ ‘ไม่ตอบแสดงว่าไม่อยากพูดถึง หรือว่ามีปัญหา?’ หรือ ‘ไม่มี?’ เขาไม่ได้เซ้าซี้ต่อ แต่แอบจดจำปฏิกิริยานั้นไว้ในใจ “ครัวโรงพยาบาลทำ... ถ้าชอบ อาทิตย์หน้าจะสั่งให้อีก”
บทสนทนาขาดห้วงไปอีกครั้ง แต่ความอึดอัดดูลดน้อยลงกว่าตอนแรก กะทิกินข้าวจนหมดกล่อง (เพราะอร่อยจริง และเพราะกลัวโดนดุ) เธอดื่มน้ำตามแล้วรวบช้อนส้อม
“อิ่มแล้วค่ะ” เธอยกมือไหว้ “ขอบคุณสำหรับอาหารนะคะคุณหมอแต่ว่า...” กะทิสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้า “มื้อหน้า... ไม่ต้องลำบากคุณหมอแล้วนะคะ”
หมอภิภพที่กำลังเช็ดปากด้วยผ้าเช็ดหน้า เลิกคิ้วสูง “ทำไม?”
“คือกะทิ...กะทิสัญญาค่ะว่าจะไม่กินยานั่นอีกแล้วจริงๆ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาเว้าวอน “กะทิรู้แล้วว่ามันอันตราย กะทิสาบานเลยก็ได้ เพราะฉะนั้น คุณหมอไม่ต้องมาคอยคุมกะทิหรอกค่ะ กะทิเกรงใจคุณหมอเปล่าๆ คุณหมองานยุ่งจะตาย ต้องมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระของกะทิ”
“ใครบอกว่าไร้สาระ?” เสียงทุ้มขัดขึ้นทันควัน หมอภิภพลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่เดินมายืนค้ำหัวเธออีกครั้ง ทำให้กะทิต้องแหงนหน้ามอง
“การรักษาชีวิตคน ไม่เคยเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับผม” เขาโน้มตัวลงมา มือสองข้างวางทาบลงบนพนักพิงโซฟา ล็อกตัวเธอไว้อีกรอบ กลิ่นหอมสะอาดของเขาโชยมาแตะจมูกกะทิจนเธอเผลอกลั้นหายใจ
“และผมไม่เชื่อคำสาบานของ ‘คนติดยา’ หรอกนะ”
คำว่า ‘คนติดยา’ ทำให้กะทิหน้าเสีย “กะทิไม่ใช่คนติดยา...”
“คนที่พึ่งทางลัดจนเกือบตาย ก็ไม่ต่างกันหรอก” เขาพูดเสียงดุ แต่แววตาพราวระยับ “พฤติกรรมมันเปลี่ยนยากครับคุณกะทิ... วันนี้คุณอาจจะกลัว แต่พอผ่านไปสักพัก พอโดนคนบูลลี่อีก คุณก็จะกลับไปหามันอีก”
เขารู้ทัน! รู้ไปถึงไส้ถึงพุง! “ผมถึงต้อง ‘บำบัด’ คุณไงและการบำบัดของผม มันเพิ่งจะเริ่มต้น”
หมอภิภพยืดตัวขึ้น เดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน หยิบกระปุกวิตามินรวมขวดใหญ่ที่วางเตรียมไว้ยื่นให้เธอ “เอานี่ไปกิน... ทิ้งยาบ้าๆ พวกนั้นซะ แล้วกินตัวนี้แทน มันจะช่วยเรื่องเพลีย”
กะทิรับขวดยามาอย่างงงๆ “ให้กะทิเหรอคะ? แพงไหมคะ?”
“ฟรี ถือว่าเป็นของแถมโปรโมชั่นคอร์สบำบัด” เขาตอบหน้าตาย “อ้อ แล้วก็เรื่องไลน์” เขาหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมา กดๆ สองสามที แล้วยื่นหน้าจอที่มี QR Code ให้เธอ
“แอดมา”
“คะ? แอดทำไมคะ?”
“เอาไว้รายงานตัว” หมอภิภพสั่งเสียงเข้ม “ต่อไปนี้ ทุกมื้อเย็น คุณต้องถ่ายรูปอาหารที่คุณกินส่งมาให้ผมดู ถ้ามื้อไหนคุณกินขยะ หรืออดข้าว ผมจะถือว่าคุณผิดสัญญา”
“โห คุณหมอคะ นั่นมันละเมิด...”
“หรือจะให้ผมแอดไลน์ยายจำปี แล้วส่งรูปยาลดความอ้วนไปให้ยายดูแทน?”
ประโยคไม้ตาย! กะทิอ้าปากค้าง เถียงไม่ออกสักคำ ได้แต่กัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ “ก็ได้ค่ะ... แอดก็แอด” เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกน QR Code ของเขา ชื่อไลน์เด้งขึ้นมาว่า ‘Dr. Pipop’ รูปโปรไฟล์เป็นรูปหมาโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ใส่แว่นตาดำ
‘หมา?’ กะทิเผลอหลุดขำพรืด “ขำอะไร?”
“ปะ เปล่าค่ะ รูปโปรไฟล์น่ารักดีนะคะ นึกว่าคุณหมอจะใช้รูปตัวเองใส่สูทซะอีก”
“หมาหลานชายน่ะ” เขาตอบเสียงเรียบ แต่หูเริ่มแดงนิดๆ “เสร็จแล้วก็กลับได้ ดึกแล้ว...ขับรถดีๆ อย่าไปแวะเถลไถลที่ไหน”
กะทิรีบเก็บของลุกขึ้นยืนไหว้ลา “ขอบคุณค่ะคุณหมอ งั้นกะทิกลับนะคะ”
เธอรีบเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องราวกับจะหนีระเบิด เมื่อประตูห้องปิดลง หมอภิภพทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่ เขาถอนหายใจยาว พลางหมุนปากกาในมือเล่น รอยยิ้มบางๆ ที่กลั้นไว้เมื่อครู่ ค่อยๆ คลี่ออกมาจนเต็มใบหน้า
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูไลน์ โปรไฟล์ของ ‘Kathi_Shop’ เด้งขึ้นมาในลิสต์เพื่อนใหม่ รูปโปรไฟล์เป็นรูปกะทิยิ้มตาหยีแก้มตุ่ยคู่กับเสื้อผ้าที่ขาย นิ้วเรียวยาวกดเข้าไปดูรูปนั้น แล้วเผลอใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยแก้มยุ้ยๆ ในรูปเบาๆ
“ดื้อจริงๆ” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนจนใครมาได้ยินคงไม่เชื่อว่าเป็นเสียงของ ผอ. จอมโหด “แต่ก็...น่ารักดี”
หมอภิภพรู้ตัวดีว่าสิ่งที่ทำอยู่มันเกินหน้าที่หมอไปไกลมาก แต่ทำไงได้...ก็คนมันถูกชะตาตั้งแต่เห็นนั่งหลับน้ำลายยืดรอตรวจยายเมื่อสามเดือนก่อนแล้วนี่นา พอได้โอกาสตะครุบเหยื่อ เสือแก่ที่จำศีลมานานอย่างเขา มีหรือจะยอมปล่อยให้หลุดมือ
